Top 6 ดาบที่ปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์

 

masamune-photo


1.ฮอนโจ มาซามูเนะ (Honjo Masamune)

มาซามูเนะ คือชื่อของนักตีดาบชาวญี่ปุ่น ที่นับว่าเป็นเทพแห่งการตีดาบในสมัยนั้นเลยก็ว่าได้ วันเกิดเดือนปีเกิดของเขายังไม่มีหลักฐานชัดเจนที่นำมาอ้างอิงได้ แต่มีการกล่าวถึงช่วงเวลาของเขาอยู่ในช่วงปี 1288 จนถึง 1328 โดยอาวุธของเขาได้เป็นที่ร่ำลือกันทั่วหล้าจวบจนถึงปัจจุบัน โดยอาวุธที่เขาทำนั้นยังมีอีกหลายชนิดมากมาย รวมไปถึงมีดสั้นด้วย จุดเด่นอันเป็นสุดยอดของเขาก็คือความสวยงาม และ ความแข็งแกร่งอันเหลือเชื่อของดาบที่ใช้เทคนิคโบราณที่ต้องใช้ประสบการณ์สะสมหลายสิบปีในการที่จะตีดาบได้ออกมาแข็งแกร่งเช่นนี้ได้

ดาบที่ขึ้นชื่อที่สุดของเขาก็คือดาบ ฮอนโจ มาซามุเนะ จัดเป็นดาบที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น ทำไมมันถึงสำคัญน่ะหรือ ก็เพราะว่ามันถือได้ว่าเป็นตัวแทนของโชกุนในช่วงยุคสมัยเอโดะ โดยดาบเล่มนี้ถูกส่งเป็นมรกดตกทอดกันไปตามรุ่นของโชกุนแต่ละองค์ โดยในปี 1939 ถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นสมบัติประจำชาติของญี่ปุ่น โดยมีหลักฐานสำคัญที่ได้อ้างอิงถึงผู้ครอบครองคนสุดท้ายก็คือทหารแห่งกองทัพสหรัฐ สิบเอก Coldy Bimore แต่แล้วก็หายสาบสูญไปในปัจจุบัน


samurai-sword


2.Tomoyuki Yamashit1a’s Sword

เป็นดาบของนายพลชาวญี่ปุ่นชื่อ Tomoyuki Yamashita ซึ่งตัวดาบเองถูกตีขึ้นโดยช่างตีดาบชื่อดังนามว่า Fujiwara Kanenaga ที่คาดว่ามีอายุอยู่ในประมาณช่วงปี 1640 ถึง 1680 โดยต่อมาในภายหลังตัวดาบถูกตกแต่งเพิ่มเติมเมื่อในปี 1900 และถูกส่งต่อมายัง MacArthur ในปี วันที่ 2 กันยายน 1945 จนจัดได้ว่าเป็นวัตถุสำคัญในสงครามโลกที่ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Westpoint จวบจนปัจจุบัน

ในญี่ปุ่นมีตำนานเกี่ยวกับอาวุธอีกมากมายหลากหลายเล่มที่ยังไม่ได้ถูกยกมาพูดถึงในครั้งนี้ โดยทางเราได้ยกมาให้ผู้อ่านได้รู้จักเฉพาะเล่มที่มีความสำคัญและได้รับการพิสูจน์ว่ามีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เพื่อศึกษาเรื่องราวในอดีตและความสำคัญของดาบที่มีต่อประเทศญี่ปุ่น


 

Sword-Mercy-image


3.ดาSword of Mercy

เป็นดาบที่มีอยู่จริง และมีชื่อเสียงมากในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งเจ้าของดาบเล่มนี้คือ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขี (Edward the Confessor) ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ราชวงศ์เวสเซ็กซ์แห่งราชอาณาจักรอังกฤษองค์สุดท้าย ที่ได้ปกครองอาณาจักรในช่วงปี 1042 จนถึง 1066 ในช่วงครองราชย์ของพระองค์เป็นช่วงที่เหล่าขุนนางของอังกฤษมีอำนาจอย่างมาก จนเมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต ก็ถูกรุกรานจากนอร์ม็องดีที่นำโดย พระเจ้าวิลเลียมผู้พิชิต (William the Conqueror)

เรียกกันอีกชื่อหนึ่งก็คือ ดาบเคอทานา (Curtana) หรือ Sword of Mercy เป็นดาบที่คมหักจนกลายเป็นเหลี่ยม ที่ถูกใช้ในพิธีกรรมโบราณในราชวงศ์กษัตริย์ มีความยาว 96.5 เซนติเมตร ดาบจับมีความยาวอยู่ที่ 19 เซนติเมตร ความกว้างของด้ามจับ 2.5 เซนติเมตร โดยดาบเล่มนี้ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความเมตตา ประวัติของตัวดาบนั้นยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน แต่มีการคาดการณ์กันไว้ว่าคมปลายดาบที่หัก เกิดจากการที่ผู้ใช้นำดาบไปปะทะเพื่อป้องเพื่อช่วยเหลือผู้คนจนโดนดาบอีกเล่มหนึ่งกระแทกจนแตกหักนั่นเอง


Wallace-Sword-pic


4.ดาบ Wallace Sword

William Wallace เป็นอัศวินชาวสก๊อตแลนด์ที่มีอายุอยู่ในช่วง 1272 ถึง 1305 เป็นผู้นำกลุ่มต่อต้านการยึดครองสก๊อตแลนด์จากจักรวรรดิอังกฤษ ดาบของเขาปัจจุบันถูกเก็บรักษาไว้ที่อนุสาวรีย์แห่งชาติสเตอร์ลิง ประเทศสกอตแลนด์ ตัวดาบมีความยาวสูงถึง 4 ฟุต หนัก 2.7 กิโลกรัม โดยมีการบันทึกไว้ว่าดาบเล่มนี้ถูกใช้โดย Wallace ในศึกบนสะพานสเตอร์ลิงปี 1297 และศึกฟัลเคิร์ก ปี 1298

เป็นอย่างที่ทราบกันว่า William Wallace ถูกตัดสินประหารชีวิตในปี 1305 และในเดือนสิงหาคมปีนั้น ดาบได้ถูกส่งไปยังผู้ปกครองปราสาทดัมบาร์ตัน 200 ปีต่อมาพระเจ้าเจมส์ที่ 4 แห่งสกอตแลนด์ได้ติดสินบนคลังเก็บอาวุธด้วยเงิน 26 ชีลลิง เพื่อให้แอบมัดดาบแนบติดมากับม้วนผ้าไหม เพื่อนำดาบกลับมายังบ้านเกิด โดยด้ามจับในปัจจุบันนี้ไม่ใช่ของดั้งเดิม แต่มีการซ่อมแซม และแต่งเติมหลายครั้งในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยมีเรื่องเล่ากล่าวกันว่าฝักดาบ และสายสะพายนั้นถูกทำขึ้นจากผิวหนังมนุษย์ตากแห้งของผู้บัญชาการชาวอังกฤษชื่อ Hugh Cressingham ที่เป็นศัตรูของเขาในศึกบนสะพานสเตอร์ลิง


 

Napoleon-Sword-pic


5.ดาบ Napoleon’s Sword

            ในปี 1799 นโปเลียน โบนาปาร์ต ได้ขึ้นเป็นผู้นำทางการเมืองและทหารของประเทศฝรั่งเศสและเป็นเวลา 5 ปีต่อมาเขาได้ถูกประกาศขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาได้ทำสงครามกับทุกมหาอำนาจในยุโรปจากการชนะในสนามรบอย่างต่อเนื่องทำให้ฝรั่งเศสมีพื้นที่ปกครองเกือบทั่วยุโรป แต่ความทะเยอทะยานของเขาต้องหยุดลง เมื่อนโปเลียนได้ว่างแผนรุกรานประเทศรัสเซีย แต่ได้ถูกจับกุมและเนรเทศไปยังเกาะเซนต์เฮเลนา และต่อมาทรงสวรรคตที่เกาะแห่งนี้ ในวันที่ 5 พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2364

ในระหว่างช่วงทำศึกนั้น นโปเลียนพกอาวุธสองอย่างคือ ปืนสั้น และ มีดดาบ และดาบเล่มนี้ถูกนำไปประมูลขายที่ประเทศฝรั่งเศสด้วยมูลค่ากว่า 6.4 ล้านดอลลาร์ ด้วยในอดีตนโปเลียนถูกมอบให้น้องชายของเขาในวันแต่งงาน และถูกส่งต่อไปยังรุ่นต่อรุ่น ในครอบครัวโบนาปาร์ต และสุดท้ายในปี 1978 ดาบถูกจดขึ้นไปสมบัติของชาติและผู้ที่ชนะการประมูลไปไม่ได้ระบุชื่อเอาไว้ด้วย


Joyeuse-sword


6.ดาบกษัตริย์ Joyeuse

ชาร์ลมาญ เกิดเมื่อปี 742 เขากลายเป็น 1 ในผู้ปกครองที่มีอำนาจมากที่สุด และได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ของแฟรงก์ในปี 768 และต่อมาในปี 800 ได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิของชาวโรมัน และถูกขนามนามว่าเป็นบิดาแห่งยุโรป

Joyeuse เป็นดาบส่วนพระองค์ของชาร์ลมาญ ที่ในบางตำนานได้กล่าวขานเอาไว้ว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เก็บซ่อนหอกศักดิ์สิทธิ์ลองกินุสเอาไว้ภายในด้ามจับของมัน (หอกที่ใช้ทิ่มแทงพระวรกายของพระเยซู) และในอีกตำนานหนึ่งได้กล่าวไว้ว่า มันถูกสร้างขึ้นด้วยวัสดุที่มีแข็งแกร่งชนิดเดียวกันกับดาบในตำนานอย่าง Roland’s Durendal และ Ogier’s Curtana

โดยในปัจจุบันมีดาบสองเล่มที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นดาบ Joyeuse เล่มหนึ่งเป็นกระบี่ ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ที่ Weltliche Schatzkammer ในขณะที่อีกเล่มถูกจัดแสดงอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ โดยเล่มนี้ที่ถูกจัดแสดงอยู่นั้นมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นดาบของชาร์ลมาญ ดูจากตัวเลขที่มีการจารึกไว้ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงสมัยที่ชาร์ลมาญมีชีวิตอยู่ โดยด้ามจับถูกปั้นด้วยทองคำแท้ และฝักดาบประกอบด้วยเพชร